๑๐๐ เรื่องจามจุรี ๑๐๐ ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การผลิตมหาบัณฑิตทางด้านบริหารธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์
๗๒

การผลิตมหาบัณฑิตทางด้านบริหารธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์

ความขัดแย้งในสงครามเย็นในภูมิภาคแถบนี้ได้ผ่อนคลายลงภายหลังสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากสงครามเวียดนาม การติดต่อค้าขายตลอดจนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนได้ฟื้นตัวตามมาด้วย ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน หลักสูตรนานาชาติที่สำคัญอีกหลักสูตรหนึ่งจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือใน พ.ศ.๒๕๒๕ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งโครงการผลิตมหาบัณฑิตทางด้านบริหารธุรกิจขึ้นซึ่งต่อมาคือ “สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดยเป็นหลักสูตรที่เน้นทางด้านการบริหารธุรกิจ การตลาด การจัดการและสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพการณ์ของประเทศในขณะนั้นทั้งนี้ได้คำนึงถึงความสำเร็จของการยอมรับในระดับสากลและระดับนานาชาติเป็นสำคัญ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน ๑๐ อันดับแรก ทางด้านบริหารธุรกิจของสหรัฐอเมริกา คือ The J.L. Kellogg Graduate School of Management แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์นและ The Wharton School แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย

ต่อมาในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนาม “ศศินทร์” เป็นชื่อสถาบันโดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นสถาบันแห่งแรกในไทยที่ได้รับการรับรองจาก The Association to Advance Collegiate Schools of Business (AACSB)

กลับไปหน้าหลัก

ค่ายยุววิศวกรบพิธ

ค่ายอาสาพัฒนาของนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ มีความสืบเนื่องมาจากโครงการค่ายอาสาพัฒนาเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมของนิสิตชมรมอาสาพัฒนา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๒

๖๕

บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ สปอ.: การก้าวสู่หลักสูตรนานาชาติ

การพัฒนาเศรษฐกิจตลอดจนการพัฒนาระดับชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางการเมืองและความสงบสุขของสังคมด้วย

๗๑

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก

“…ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาให้ปริญญาแก่นักเรียนมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกในวันนี้ นับเป็นวันสำคัญสำหรับประวัติการของประเทศสยามด้วย เพราะว่าไม่ว่าประเทศใดๆ ความเจริญของประเทศนั้นย่อมวัดด้วยความเจริญของการศึกษานั้นอย่างหนึ่ง…”

๑๔